น้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อมุนษย์ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ
คุณภาพของน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยของสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ
ได้แก่ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ รวมถึงกิจกรรมของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น
ๆ ซึ่งปัจจุบันปัญหาความเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ รวมถึงทะเลสาบสงขลานับวันจะมีมากขึ้นเรื่อย
ๆ ไม่ว่าจะเกิดจากน้ำทิ้งจากแหล่งชุมชนที่มิได้ผ่านระบบบำบัดก่อนลงสู่แหล่งน้ำ
การเพิ่มจำนวนและขนาดของโรงงานอุตสาหกรรม การเกษตรเพื่อการค้า ฯลฯ ดังนั้นการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น
เพราะข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบในการตัดสินใจด้านต่างๆ อีกทั้งทำให้รู้ถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนเพื่อการจัดการคุณภาพน้ำต่อไป
ดังเช่นที่กรมประมงโดยสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของคุณภาพน้ำในทะเลสาบสงขลาต่อการประมงจึงได้ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในทะเลสาบสงขลามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี
2535 จนถึงปัจจุบัน (2547) ครอบคลุมพารามิเตอร์ต่าง ๆ ทั้งกายภาพ เคมี และชีวภาพ
เช่น ธาตุอาหารในรูปต่างๆ ออกซิเจนละลาย พีเอช ความเค็ม ฯลฯ รวมถึงสารพิษต่างๆ
เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้
ทะเลน้อย
ทะเลน้อยตื้นมากน้ำลึกเพียง 1.2 เมตร แต่ในฤดูฝนระดับน้ำในทะเลน้อยเพิ่มสูงขึ้นเกือบ
1 เมตร แต่เป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้นเพราะหลังจากนั้นระดับน้ำได้ลดลงอย่างรวดเร็ว
โดยทั่วไปทะเลน้อยมีออกซิเจนละลายและพีเอชในช่วงกลางวันสูง 6-10 มิลลิกรัม/ลิตร
และ 8-9 ตามลำดับ เนื่องจากมีพืชน้ำปกคลุมหนาแน่นอยู่ทั่วไป แต่เนื่องจากทะเลน้อยอยู่ติดกับพรุควนเคร็งในฤดูฝน
(พฤศจิกายน - ธันวาคม) จึงมีน้ำจากพรุไหลลงสู่ทะเลน้อยทำให้พีเอชลดต่ำลงจนมีสภาพเป็นกรดอ่อน
ธาตุอาหารไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่เป็น อนินทรีย์สารในทะเลน้อยมีค่าต่ำมาก
ไนไตรท์แทบจะไม่เจอเลย ขณะที่ไนเตรท และแอมโมเนียมีค่าน้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร
และ 0.02 มิลลิกรัม/ลิตร ตามลำดับ ส่วนฟอสฟอรัสรวมและไนโตรเจนรวมมีค่าน้อยกว่า
0.04 มิลลิกรัม/ลิตร และ 0.50 มิลลิกรัม/ลิตร
ทะเลหลวง
ทะเลหลวงเป็นส่วนบนของทะเลสาบสงขลาถัดจากทะเลน้อยลงมา
เป็นพื้นน้ำที่กว้างใหญ่ที่สุดมีอาณาเขตจากตำบลเกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ จดกับทาง
ตอนเหนือของ อ.ระโนด ส่วนใหญ่แล้วน้ำในทะเลหลวงมีสภาพเป็นน้ำกร่อยเกือบตลอดทั้งปี
และมีช่วงที่น้ำจืดเพียง 4-5 เดือน โดยทั่วไปความเค็มของน้ำในทะเลหลวงค่อนข้างต่ำ
น้อยกว่า 5 ส่วนในพัน แต่หากปีใดมีฝนน้อยการรุกตัวของน้ำเค็มจะมีมาก อย่างเช่น
ปี 2535 หรือ 2541 ซึ่งสามารถวัดความเค็มที่เกาะใหญ่ได้ถึง 11 ส่วนในพัน
สภาพแวดล้อมในทะเลหลวงอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมอันเนื่องจากได้ประสบปัญหายูโทรฟิเคชันมายาวนานกว่าสิบปี
ซึ่งปัญหายูโทรฟิเคชันในทะเลหลวงค่อนข้างรุนแรง เพราะบางครั้งมีปริมาณแพลงก์ตอนพืชที่วัดในรูปของคลอโรฟิลล์เอสูงกว่า
180 ไมโครกรัม/ลิตร ส่วนค่าเฉลี่ยทั่วไปสูงถึง 36 ไมโครกรัม/ลิตร ซึ่งมากค่าเฉลี่ยในทะเลสาบตอนกลางและทะเลสาบตอนล่างเกือบ
4 เท่า ส่งผลให้มีออกซิเจนละลายและพีเอชในตอนกลางวันสูง โดยมีค่าเฉลี่ย 7.6
มิลลิกรัม/ลิตร และ 8.0 ตามลำดับ แต่มีค่าต่ำในตอนกลางคืน โดยเฉพาะออกซิเจนละลายนั้นได้ลดลงจนมีค่าต่ำกว่าระดับที่สิ่งมีชีวิตสามารถอยู่ได้โดยปลอดภัย
คือ 4 มิลลิกรัม/ลิตร ยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งการลดต่ำลงของออกซิเจนละลายนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์น้ำในทะเลหลวงตายเป็นประจำเกือบทุกปี
นอกจากนี้ปริมาณแพลงก์ตอนพืชที่มีอยู่หนาแน่นส่งผลให้ธาตุอาหารในทะเลหลวงพบอยู่ในรูปของอนุภาคมากกว่ารูปที่ละลายน้ำ
ธาตุอาหารที่เป็นสารอนินทรีย์ที่ละลายน้ำมีค่าต่ำ โดยฟอสเฟต-ฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ย
0.005 มิลลิกรัม/ลิตร ไนโตรเจนอนินทรีย์มีค่าเฉลี่ย 0.064 มิลลิกรัม/ลิตร
แต่ในทางตรงกันข้ามกลับมีธาตุอาหารในรูปอนุภาคสูง โดยฟอสฟอรัสในอนุภาค เฉลี่ย
0.06 มิลลิกรัม/ลิตร และไนโตรเจนในอนุภาค 0.27 มิลลิกรัม/ลิตร
ทะเลสาบตอนกลาง
ทะเลสาบตอนกลางอยู่ถัดจากทะเลหลวงลงมา ตั้งแต่บริเวณแนวเกาะใหญ่ทางใต้ไปบรรจบกับเขต
อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง อ.สทิงพระ จนถึงบริเวณปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ทะเลสาบส่วนนี้มีเกาะอยู่หลายเกาะ
เช่น เกาะสี่ เกาะห้า เกาะหมาก และ เกาะนางคำ เป็นต้น ทะเลสาบช่วงนี้มีความเค็มสูงกว่าทะเลหลวงค่อนข้างมาก
โดยมีค่าอยู่ในช่วง 0-32 ส่วนในพัน เฉลี่ย 7.6 ส่วนในพัน คุณภาพน้ำในทะเลสาบตอนกลางอยู่ในเกณฑ์ดีมีค่าบีโอดีเฉลี่ย
1.5 มิลลิกรัม/ลิตร ออกซิเจนละลาย เฉลี่ย 6.7 มิลลิกรัม/ลิตร และ พีเอช เฉลี่ย
7.6 ส่วนธาตุอาหารไนโตรเจนอนินทรีย์มีค่าเฉลี่ย 0.079 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งสูงกว่าทะเลหลวงเล็กน้อย
ฟอสเฟต-ฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ยเท่ากับทะเลหลวง คือ 0.005 มิลลิกรัม/ลิตร
ก่อนปี 2545 ทะเลสาบตอนกลางส่วนที่อยู่ใกล้กับทะเลหลวงเกิดยูโทรฟิเคชันเป็นครั้งคราวในช่วงปลายปี
แต่ในปี 2545 -2546 ได้เกิดยูโทรฟิเคชันอย่างรุนแรง โดยการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของพืชน้ำและสาหร่ายขนาดใหญ่
ได้แก่ สาหร่ายหนาม (Najas sp.) Cladophora sp. และ Enteromorpha sp. ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้างกว่าสองในสามของพื้นที่นาน
7-8 เดือน
ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง
ทะเลสาบส่วนนี้อยู่นอกสุดและเชื่อมต่อกับอ่าวไทย
สภาพน้ำจึงได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลอ่าวไทย ค่าความเค็มจึงมีค่าตั้งแต่ 0
-33 ppt ส่วนใหญ่แล้วความเค็มของน้ำในทะเลสาบตอนนอกจะเป็นน้ำกร่อยและน้ำเค็มผสมกัน
แต่ในช่วงที่มีฝนตกชุกในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนและเดือนพฤศจิกายน-มกราคมความเค็มจะลดต่ำลง
จนบางพื้นที่กลายเป็นน้ำจืด เช่น ปากคลองอู่ตะเภาและบริเวณใกล้เคียง ทางด้านทิศใต้มีประชากรและโรงงานอุตสาหกรรมอยู่หนาแน่น
รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมประมงและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมง
คุณภาพน้ำในทะเลสาบตอนล่างทางด้านทิศใต้ตั้งแต่ปากคลองอู่ตะเภา คลองบางโหนด
คลองพะวง เรื่อยไปจนถึงปากคลองขวางจึงค่อนข้างเสื่อมโทรมจนถึงเสื่อมโทรม
โดยบริเวณปากคลองอู่ตะเภาไปจนถึงหน้าสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง
นั้นแม้จะมีค่าบีโอดีไม่สูงนัก แต่ก็มีธาตุอาหารสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปากคลองอู่ตะเภาซึ่งพบว่าความเข้มข้นของไนเตรท-ไนโตรเจนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชัดเจน
โดยในปี 2535 มีค่าเฉลี่ยเพียง 0.14 มิลลิกรัม/ลิตร แต่ในปี 2546 กลับมีค่าเฉลี่ยสูงถึง
0.91 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งทะเลสาบตอนล่างถึง 5 เท่า บริเวณนี้จึงมีแพลงก์ตอนพืช
bloom บ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม บางครั้งมีความหนาแน่นสูงถึง
6 ล้านเซลล์/ลิตร หรือมีค่าคลอโรฟิลล์เอสูงกว่า 180 ไมโครกรัม/ลิตร สำหรับคลองขวางและคลองสำโรงซึ่งไหลผ่านชุมชนแออัดหลายแห่งรวมถึงบริเวณที่เป็นตลาดสด
ปากคลองเหล่านี้จัดอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม มีค่าบีโอดีและธาตุอาหารไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูง
อีกทั้งยังมีลักษณะทางกายภาพของน้ำก่อให้เกิดทัศนียภาพที่ไม่สวยงาม น้ำมีสีดำและส่งกลิ่นเหม็น
ในบางช่วงโดยเฉพาะในช่วงที่มีปริมาณน้ำน้อย ส่วนทะเลสาบตอนล่างบริเวณเกาะยอ
บ้านหัวเขา บ้านท่าเสาร์ ซึ่งมีกระชังปลากะพงขาวอยู่หนาแน่นมาก ออกซิเจนละลายจึงค่อนข้างต่ำ
เฉลี่ย 5.5 มิลลิกรัม/ลิตร อย่างไรก็ตามค่าออกซิเจนละลายในบริเวณนี้บางครั้งอาจสูงถึง
8 มิลลิกรัม/ลิตร จากการที่มีแพลงก์ตอนพืช bloom สำหรับคุณภาพน้ำอื่นๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ
เช่นเดียวทะเลสาบตอนล่างส่วนที่เหลือ จึงเห็นได้ว่าคุณภาพน้ำในทะเลสาบตอนล่างได้รับผลกระทบจากการที่มีประชากรและโรงงานอุตสาหกรรมอยู่หนาแน่น
|