|
การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลในทะเลสาบสงขลา
ทะเลสาบสงขลาจัดได้ว่าเป็นทะเลสาบที่มีความอุดมสมบูรณ์
และมีความสวยสดงดงามในรูปแบบของธรรมชาติที่หาดูได้ยากในยุคปัจจุบัน กลุ่มคนรอบ
ๆ ลุ่มทะเลสาบส่วนใหญ่มีหลายรูปแบบ หลากหลาย การประกองอาชีพ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะประกอบอาชีพทางการเกษตร
และทำการประมง ในยุคสมัยก่อนในทะเลสาบสงขลาความอุดมสมบูรณ์ประกอบกับธรรมชาติที่ยังไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลสาบที่อยู่มากมาย และเพียงพอกับความต้องการของกลุ่มคนรอบ
ๆ ทะเลสาบ แต่เมื่อเทียบกับยุคปัจจุบันจะเห็นได้ว่าทะเลสาบสงขลาไม่มีความเหมือนกับในยุคต้น
ๆ อย่างที่เป็นมา แต่กลับกลายเป็นตรงกันข้ามเลยทีเดียว อย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันเครื่องมือทำการประมงในทะเลสาบสงขลาที่เรียงรายกระจายอยู่ทั่วทุกบริเวณในทะเลสาบสงขลา
เป็นสาเหตุทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดน้อยถอยลงไปแทบทุกที จึงทำให้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งคิดค้นวิธีการเพิ่มทรัพยากรที่ได้ขาดหายไป
โดยวิธีการเพาะเลี้ยงขึ้นและพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงมาเรื่อย ๆ ประกอบกับในยุคเศรษฐกิจซึ่งมีสัตว์น้ำประเภทหนึ่งที่มีราคาค่อนข้างดีเลยทีเดียวและเหมาะกับพื้นที่บริเวณรอบ
ๆ ทะเลสาบสงขลา นั่นก็คือ "กุ้ง"
เนื่องจากประเทศไต้หวันได้ประสบกับความล้มเหลวในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญของโลก ในปี พ.ศ. 2521 ได้มีการขยายพื้นที่การเลี้ยงกุ้งไปอย่างรวดเร็ว
จนมาถึงภาคใต้ในปี 2530 เมื่อปี พ.ศ. 2537 จากการสำรวจพื้นที่การเพาะเลี้ยงโดยประมาณในภาคใต้มีทั้งหมด
165,558 ไร่ พื้นที่การทำนากุ้งในเขตอำเภอระโนด 20,175 ไร่ ส่วนพื้นที่นากุ้งรอบ
ๆ ทะเลสาบ นอกเหนือจากอำเภอระโนด ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง และในจังหวัดสงขลา
มีประมาณ 5,000 ไร่ โดยเฉพาะในเขตอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา อำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร
จังหวัดนครศรีธรรมราช
ในปัจจุบันพื้นที่นากุ้งได้ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วในบริเวณรอบ
ๆ ทะเลสาบสงขลา ในเขตพื้นที่พัทลุงมีพื้นที่ 3,000 ไร่ และเขตจังหวัดสงขลามีถึง
17,000 ไร่ มีการเพิ่มขึ้นจากปี 2537 ถึง 4 เท่าตัว ซึ่งมีทั้งการขยายตัวในเขตน้ำเค็ม
บริเวณริมทะเลสาบสงขลาตอนล่าง อำเภอหาดใหญ่ บางกล่ำ ควนเนียง สิงหนคร และอำเภอเมืองสงขลาบางส่วน
และได้มีการขยายตัวไปยังแหล่งน้ำจืดด้วย ซึ่งเป็นบริเวณที่ผลิตข้าวที่สำคัญของจังหวัดสงขลา
ได้แก่ บริเวณทุ่งระโนดบางส่วน บริเวณอำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ ในส่วนจังหวัดพัทลุงก็มี
ในเขตอำเภอปากพะยูน อำเภอเขาชัยสน อำเภอบางแก้ว และเริ่มขยายไปบริเวณเขตอำเภอควนขนุน
แรงจูงใจสำคัญที่สุดที่ทำให้เกษตรกรหันมาลงทุนทำนากุ้งกันมาก คือ รายได้ดี
และถ้าเป็นเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ตรงนี้ แรงจูงใจจากการเห็นตัวอย่างจากเพื่อนบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงที่ทำแล้วได้ผลดี
โดยมีรายได้จากการทำนากุ้ง 122,575 บาท ต่อครัวเรือนต่อปี ขณะที่ทำนาข้าวมีรายได้เพียง
35,761 บาทต่อครัวเรือนต่อไป โดยขนาดการถือครองที่ดินทำนากุ้ง โดยเฉลี่ย
6.89 ไร่ต่อครัวเรือน
เนื่องจากมีการขยายพื้นที่การเลี้ยงไปอย่างกว้างขวาง
และวิธีการเลี้ยงที่หนาแน่น และพยายามเร่งการเพิ่มผลผลิตกุ้ง ดังนั้นจึงทำให้การลงทุนในการเลี้ยงกุ้งสูงขึ้นตามไปด้วย
เช่น หากผู้เลี้ยงไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ก็จะต้องไปเช่าที่ และในพื้นที่ที่เป็นน้ำจืดจะต้องลงทุนซื้อน้ำเค็มในหนึ่งช่วงของการเลี้ยง
และค่าลงทุนอื่น ๆ ที่สูงอีกเพราะฉะนั้นผลผลิตที่ได้ในช่วงการเลี้ยงหนึ่ง
ๆ จะเป็นตัววัดว่ามีคนเลี้ยงมีกำไรหรือขาดทุน แต่ขึ้นอยู่กับราคากุ้งในช่วงนั้น
ๆ ด้วย ราคากุ้งจะขึ้นอยู่กับกลไกตลาดโดยสมบูรณ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงนอกจากจะต้องเสี่ยงเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของกุ้งแล้ว
ที่สำคัญ คือ ต้องเสี่ยงกับราคากุ้งที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ต่าง ๆ ของโลก
และที่สำคัญอีกอย่างก็คือ โรคกุ้ง โดยส่วนใหญ่โรคจะเกิดมาจากน้ำเสีย ทำให้กุ้งอ่อนแอ
และเกิดโรคได้ง่าย เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อรามีจุดทำที่เหงือก เหงือกจะเสีย
โรคที่เกิดจากบักเตรีโดนฐานของเหงือกด้านข้าง และด้านหลังมีสีดำ โรคกล้ามเนื้อเปื่อย
โรคหัวเหลือง เป็นต้น
พื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลาเป็นพื้นที่ลุ่ม
เป็นที่ทำนามาก่อน ดังนั้นดินฟ้าอากาศก็มีผลต่อผู้เลี้ยงกุ้ง ซึ่งชาวนากุ้งได้เกิดการเสียหายไปกับน้ำท่วม
ซึ่งเป็นจำนวนมากที่ทำให้ขาดทุนและหลายรายที่ต้องหยุดกิจการ
ผลกระทบจากการทำนากุ้ง
ทำให้คุณสมบัติทางเคมี และทางกายภาพในพื้นที่เพาะเลี้ยงและบริเวณใกล้เคียงเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
ดินที่ทำนากุ้งมาแล้วจะมีความเค็มประมาณ 4 เท่า ของดินเค็ม และความเค็มนี้ได้แพร่กระจายไปยังพื้นที่นาข้าวที่อยู่ใกล้เคียงทำให้ได้รับความเสียหายไม่สามารถปลูกข้าวได้
หรือปลูกได้แต่ผลผลิตที่ได้รับลดลง นอกจากนี้ก็เป็นการสร้างความสกปรกให้กับชายฝั่งและน้ำทะเล
กล่าวคือ หาดทรายซึ่งเคยสวยงามในอดีต แต่ต้องระเกะระกะไปด้วยท่อ PVC ที่ผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำ
ใช้สูบน้ำจากทะเลเพื่อเข้าสู่นากุ้ง และเป็นปลายทางของคูระบายน้ำทิ้ง ซึ่งน้ำเสียเหล่านี้ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการบำบัด
จึงทำให้น้ำชายฝั่งมีคุณภาพน้ำเลวลง
ผลกระทบจากการทำนากุ้งซึ่งพอสรุปได้ว่ามีผลกระทบทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม
และสิ่งแวดล้อม ดังนี้
1. ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
เริ่มตั้งแต่การดัดแปลงพื้นที่เพื่อใช้เป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง
ทำให้โครงสร้างของดินเปลี่ยนไป ระหว่างการเลี้ยงมีการระบายน้ำที่มีอาหารกุ้ง
แอมโมเนีย และไนไตรท์ ซึ่งทำให้น้ำเสีย และเมื่อจับกุ้งเสร็จแล้วจะมีดินเลนและ
ของเสียอื่น ๆ จากก้นบ่อที่หมักหมม เกิดการเสียหายแก่สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นอย่างมาก
2. ผลกระทบทางกายภาพ
ดินบริเวณชายฝั่งที่เคยเป็นป่าชายเลน
นาข้าว หรือ พื้นที่รกร้างว่างเปล่าเมื่อเปลี่ยนสภาพเป็นบ่อกุ้งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะต่าง
ๆ คือ ความเป็นกรดเป็นด่างเปลี่ยนแปลง การกักน้ำกร่อยไว้นาน ๆ จะทำให้ดินเค็ม
ออกซิเจนในดินลดลง ดินป่าชายเลนจะเกิดกระบวนการเน่าสลาย เกิดก๊าซไนโตรเจนซัลไฟด์
ดินบางแห่งจะมีโลหะหนักผสมอยู่มาก การเปิดพื้นที่ทำให้มีการแพร่กระจายของโลหะหนักการใช้สารกำจัดศัตรูกุ้ง
จะเพิ่มปริมาณดีบุก และแมงกานีสในดิน ดินถูกกัดเซาะพังทลายได้ง่าย
น้ำ ปริมาณน้ำจืดจากบาดาล (ที่ใช้ผสมน้ำเค็มให้ได้น้ำกร่อยในระดับที่เหมาะสม)
ทำให้เกิดการยุบตัวของดินในบริเวณนั้น คุณภาพของน้ำทะเลเสื่อมลง
3. ผลกระทบทางด้านชีวภาพ
3.1 การเปลี่ยนแปลงชนิดของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ชายฝั่ง
เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของดิน น้ำ และสมดุลความเค็มบริเวณชายฝั่ง ขาดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
3.2 จำนวนของสิ่งมีชีวิตบางชนิดลดลง
3.3 การขยายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติลดลง
3.4 ตะกอนดินจากการก่อสร้างบ่อเลี้ยงกุ้ง
จะทำให้น้ำขุ่นข้น ลดการสังเคราะห์แสง และการหายใจของสิ่งมีชีวิตในน้ำ
3.5 ปริมาณสารอาหารบางชนิดเพิ่มขึ้น อาจเป็นบ่อเกิดหรือแหล่งขยายตัวอย่างดีของเชื้อโรคในสภาวะธรรมชาติ
4. ผลกระทบทางด้านสังคม
การทำนากุ้ง กุ้งส่งผลกระทบอยู่อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในเขตทำนาข้าวในทุ่งระโนด จ.สงขลา ต.รวมแก้ว อ.หัวไทร จ.นครศรีฯ
ชุมนุมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐบาล เห็นปัญหาน้ำในคลองแดน คลองท่าเขิน คลองปากระวะ
คลองบางแขยง และคลองระโนด ซึ่งแต่เดิมเป็นน้ำจืดได้เปลี่ยนเป็นน้ำเค็ม และเน่าเสีย
ราษฏรไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากผู้ประกอบการนากุ้ง
ปล่อยน้ำเสียจากบ่อกุ้งลงสู่คลองสาธารณะ ดังกล่าว
แม้ว่าหลายหน่วยงานจะพยายามแก้ไข เช่น การกำหนดเขตนากุ้ง
ให้อยู่ในภาวะห่างจากชายฝั่ง 2 กิโลเมตร แต่ในปัจจุบันเกษตรกรซึ่งทำนาใช้น้ำจืดอยู่ทุกปี
ได้มีความเค็มขยายจากระยะ 2 กิโลเมตร เป็น 6 - 7 กิโลเมตร แล้ว จึงเกิดปัญหากับชาวนามาก
เกษตรกรบางรายอยากจะทำนาทำสวนอยู่ แต่คนอื่นทำนากุ้งล้อมรอบที่นาหมด
ความเค็มจากเดินเริ่มขยาย หลังจากนั้นก็ทำนาทำสวนไม่ได้เลย จึงต้องตัดสินใจเลี้ยงกุ้งไปด้วย
|
พื้นที่การเลี้ยงกุ้งทะเลในจังหวัดสงขลา
แยกเป็นอำเภอปี 2548
|
|
|
|
สงขลา
|
อำเภอ |
พื้นที่การเลี้ยงกุ้งทะเลรอบ
ๆ ทะเลสาบ ( ไร่ )
|
กระแสสินธุ์ |
2,060 |
ควนเนียง |
1,845 |
จะนะ |
- |
เทพา |
- |
บางกล่ำ |
91 |
เมือง
สงขลา |
271 |
ระโนด |
- |
สทิงพระ |
1,578 |
สิงหนคร |
4,229 |
หาดใหญ่ |
4,705 |
รวม |
14,779 |
พัทลุง |
เขาชัยสน |
66 |
| บางแก้ว |
53 |
| ปากพะยูน |
7,885 |
รวม |
8,004 |
| |
รวมพื้นที่เลี้ยงรอบ
ๆ ทะเลสาบสงขลา (ไร่) |
| |
จ.สงขลา |
14,779 |
| |
จ.พัทลุง |
8,004 |
| |
รวม |
22,783 |
ที่มา : แปลข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม Landsat-5 TM รับภาพวันที่
18 กุมภาพันธ์ 2548
|
|