|
สภาพพื้นที่ทะเลสาบสงขลาในอดีตมีการเลี้ยงปลาในบ่อดินกันมาบ้างแล้วแต่เป็นการเลี้ยงวิธีเลียนแบบธรรมชาติต่อมาเมื่อมีผู้บริโภคเพิ่มขึ้นแต่ปลาที่เลี้ยงไว้ไม่สามารถผลิตเพียงพอแก่ความต้องการ
ดังนั้นเกษตรกรต้องปรับปรุงรูปแบบการเลี้ยงปลาเพื่อขยายให้เพียงพอแก่ความต้องการของผู้บริโภคและตลาดให้กว้างขึ้น
เกษตรกรที่เลิกทำนากุ้งเปลี่ยนแนวคิดใหม่โดยหาพันธุ์ปลามาปล่อยลงเลี้ยงในบ่อและปรับปรุงรูปแบบการเลี้ยงในเชิงพัฒนาระบบการเลี้ยงปลา
ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรแถวอำเภอระโนด และอำเภอปากพะยูนบางส่วนเริ่มหันมาทดลองการเลี้ยงปลาในนากุ้งกันมากขึ้น
คาดว่าการเลี้ยงปลาในบ่อดินก็จะสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงได้
ซึ่งปัจจุบันสภาพแหล่งน้ำที่เลี้ยงปลาในกระชังพบว่า บางช่วงบางฤดูคุณภาพน้ำและสภาวะแวดล้อมเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้การเลี้ยงปลาในกระชังไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าเกษตรกรที่จะเริ่มเลี้ยงปลาหากไม่ต้องการเพิ่มภาระรายจ่ายค่าอาหารควรปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาหมอเทศ,
ปลานิล และปลาตะเพียนลงเลี้ยงในบ่อธรรมชาติก่อนหลังจากนั้น 1-2 เดือน ปล่อยพันธุ์ปลากะพงขาวหรือปลาเก๋าลงเลี้ยงเพื่อให้ปลาไปหาอาหารกินเองตามธรรมชาติในบ่อเลี้ยง
หลังจากปล่อยปลาไปได้ 4-6 เดือน เกษตรกรผู้เลี้ยงพบว่าปลาที่ปล่อยเลี้ยงมีการเจริญเติบโตดีสามารถนำไปจำหน่ายได้
จึงเป็นก้าวแรกที่มาของการเลี้ยงปลาในบ่อดินบริเวณทะเลสาบสงขลา
ชนิดปลาที่นำมาปล่อยลงเลี้ยง
ทะเลสาบสงขลาพื้นที่ส่วนใหญ่มีทั้งน้ำจืด
น้ำกร่อย และน้ำเค็ม เป็นช่วงๆ ดังนั้นชนิดหรือพันธุ์ปลาที่ผู้เลี้ยงต้องคำนึงคือสามารถปรับสภาพเข้ากับแหล่งน้ำได้ดีและเป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค
และได้ผลตอบแทนคุ้มค่าต่อการลงทุน พันธุ์ปลาที่เกษตรกรนิยมปล่อยเลี้ยง
เช่น ปลากะพงขาว, ปลาเก๋า หากนำปลาเหล่านี้มาพัฒนารูปแบบการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ในบ่อดิน
เกษตรกรสามารถยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้อย่างงดงามได้เช่นเดียวกัน
ชนิดปลาน้ำกร่อยที่นิยมปล่อยลงเลี้ยง
1. ปลากะพงขาว
เป็นปลาน้ำกร่อยขนาดใหญ่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Lates calcarifer(Block) ชื่อสามัญ
Giant perch หรือSea Bass สามารถอาศัยได้ทั้งน้ำจืดน้ำกร่อย และน้ำเค็ม
ปลาชนิดนี้พบมีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในเขตจังหวัดที่อยู่ติดกับชายทะเล
เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว มีราคา อาศัยชุกชุมตามปากแม่น้ำลำคลอง
หรือปากทะเลสาบจึงจัดได้ว่าเป็นปลาสองน้ำแท้จริง ในทะเลสาบสงขลามีการเลี้ยงปลาในบ่อดินกันหลายพื้นที่ แต่ชนิดปลาที่นิยมเลี้ยง
เช่น ปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ฯลฯ ซึ่งจะพบมีการเลี้ยงบริเวณ อ.สิงหนคร
/ อ.ควนเนียง จ.สงขลา และ ต.เกาะหมาก, ต.เกาะนางคำ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง
ส่วนพื้นที่บางแห่งที่มีการทำนากุ้ง ประสบปัญหาเรื่องราคากุ้งตกต่ำ, แหล่งน้ำธรรมชาติเสื่อมโทรมหรือเชื้อโรคต่างๆทำให้ต้องมีการหยุดเลี้ยงหรือชะลอการเลี้ยงชั่วคราว
ทำให้บ่อกุ้งที่เลี้ยงอยู่ก่อนต้องปล่อยทิ้งร้าง เกษตรกรจึงหาพันธุ์ลูกปลากะพงขาวหรือลูกปลาเก๋ามาปล่อยในบ่อกุ้งให้ปลาหากินเองตามธรรมชาติในบ่อกุ้ง
การเจริญเติบโตพบว่า ปลากะพงขาวที่ทดลองนำมาปล่อยเลี้ยงในบ่อกุ้งขนาด 3-4
นิ้วเมื่อปล่อยเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน ปลาจะมีน้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 1.2-1.5
กิโลกรัมต่อตัว เกษตรกรจึงเริ่มมีแนวคิดหากมีการพัฒนารูปแบบการเลี้ยง เช่นการจัดการคุณภาพน้ำ,
การให้อาหารสมทบและศึกษาแนววิธีการเลี้ยงปลาในบ่อดินสามารถยึดเป็นอาชีพเชิงธุรกิจในครอบครัวได้
ข้อดีของปลากะพงขาว
1. ปลาที่เลี้ยงง่าย
โตเร็ว มีรสชาติดี ขายมีราคา
2. หาพันธุ์ได้ง่าย
มีทุกขนาด และหาในปริมาณได้ไม่จำกัด
3. สามารถเลี้ยงได้ในน้ำจืด
น้ำกร่อย และน้ำเค็มโดยเฉพาะปากแม่น้ำที่เปลี่ยนแปลงความเค็มบ่อย
ข้อเสียของปลากะพงขาว
1. ปัญหาเรื่องตลาดเนื่องจากส่งไปขายในตลาดต่างประเทศได้น้อย
เนื่องจากต่างประเทศ
ได้สั่งลูกปลาไปเลี้ยงด้วยทำให้มีปริมาณปลาเพียงพอ
2. ราคาต่ำเมื่อเทียบกับปลากะรังจึงทำให้เกษตรกรนิยมหันมาเลี้ยงปลากะรังมากขึ้น
2. ปลากะรังหรือปลาเก๋า
ทางภาคใต้ เรียกว่า ราปู ชื่อวิทยาศาสตร์ Epinephelus malabarricus
ชื่อสามัญ Brown Spotted Grouper ปลากะรังเป็นปลาที่วางไข่ในทะเล แต่ลูกปลาจะเข้ามาอาศัย
บริเวณชายทะเล และปากแม่น้ำ ปลาชนิดนี้สามารถเปลี่ยนเพศได้ ขนาดสมบูรณ์เพศ
อายุ 3 ปี มีน้ำหนัก 3 กิโลกรัม จะเป็นเพศเมียทั้งหมด เมื่อเจริญเติบโตมีน้ำหนักได้ประมาณ
7 กิโลกรัม ปลาจะเปลี่ยนเป็นเพศผู้ ดังนั้น การผสมพันธุ์ของปลาชนิดนี้เกิดจากปลาตัวผู้ขนาดใหญ่กับปลาตัวเมียขนาดเล็ก
ปลากะรังอาศัยตามซอกหิน ปะการัง บริเวณแหล่งเลี้ยง ปลากะรังต้องมีความเค็มตั้งแต่
10 ppt ขึ้นไป ดังนั้น เกษตรกรที่เลี้ยงต้องมีแหล่งน้ำเค็มรองรับตลอดทั้งปี
ปัจจุบันการเพาะพันธุ์ยังมีปัญหาเรื่อง การอนุบาลลูกปลาวัยอ่อน เนื่องจากลูกปลามีขนาดเล็ก
อาจตกใจและช๊อคตายง่ายจึงทำให้ลูกปลาไม่เพียงพอจึงต้องใช้พันธุ์ปลาจากธรรมชาติโดยการดักลอบ
หรือไซนั่งได้ลูกปลาขนาด 2 นิ้ว นำไปอนุบาลต่อเมื่อได้ลูกปลาขนาด 4 นิ้ว
ขึ้นไปก็สามารถนำลงไปปล่อยในบ่อดินได้
ข้อดีของการเลี้ยงปลากะรัง
1. ปลาเลี้ยงง่าย
โตเร็ว มีรสชาติดี
2. ปลาขายมีราคาดี
ตลาดเปิดกว้าง เนื่องจากเป็นปลาที่ขายส่งออกต่างประเทศ
ข้อเสียของการเลี้ยงปลากะรัง
1. หาพันธุ์ได้ยากเนื่องจากการเพาะพันธุ์ยังไม่ค่อยสำเร็จอีกทั้งลูกปลาในธรรมชาติมีปริมาณลดลง
2. อัตราการรอดตายต่ำ
เนื่องจากอาจมีบาดแผลช้ำจากชาวประมงจับปลาด้วยไซหรือลอบก่อนนำไปเลี้ยง
3. แหล่งเลี้ยงมีจำกัดเนื่องจากแหล่งเลี้ยงต้องมีความเค็มตลอดปี
หรือบริเวณเกาะแก่งต่าง ๆ ที่ไม่มีปัญหาเรื่องความเค็ม แต่ปัญหากับคลื่นลมมรสุม,
การคมนาคมขนส่งอาหารปลา ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีก
3. ปลากะพงแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lutjanus argentimaculatus พันธุ์ลูกปลาได้จากการรวบรวมพันธุ์จากธรรมชาติอย่างเดียว
การเลี้ยงปลากะพงแดงส่วนใหญ่จะนิยมเลี้ยงในกระชัง แต่สามารถที่จะดัดแปลงมาปล่อยเลี้ยงในบ่อดินได้เช่นเดียวกับปลากะพงขาว
ข้อดีของปลากะพงแดง
1. เลี้ยงง่าย
โตเร็ว ราคาดีกว่าปลากะพงขาว ทนทานต่อโรค
2. ทนทานต่อความเค็มในช่วงกว้างกว่าปลากะรัง
ข้อเสียของปลากะพงแดง
ปลากะพงแดงหาพันธุ์ได้ยาก
เนื่องจากยังเพาะพันธุ์ไม่สำเร็จต้องรวบรวมพันธุ์จากธรรมชาติ
การจัดการเลี้ยงปลาในบ่อดิน
การเตรียมบ่อดินที่จะเลี้ยงปลา
มีวิธีจัดการตามหลักการเลี้ยงปลาทั่ว ๆ ไปดังนี้
บ่อขุดใหม่
1. ตากบ่อให้แห้งปรับพื้นบ่อโดยเติมปูนขาวปรับสภาพดินอัตรา
60 - 100 กิโลกรัมต่อไร่
2. เติมปุ๋ยคอกทำสีน้ำเพื่อเป็นอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ปล่อยลงเลี้ยง
3. เปิดน้ำเข้าบ่อ
ความลึก 60 - 80 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 1 - 2 วัน จากนั้นจึงปล่อยปลาลงเลี้ยงข้อควรระวังหากเป็นปลาน้ำกร่อยหรือน้ำเค็มควรปรับสภาพน้ำให้ได้ใกล้เคียงก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยง
การปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงควรปล่อยในช่วงเช้าหรือเย็นเพราะอุณหภูมิในน้ำไม่สูงมาก
การเลี้ยงปลาน้ำกร่อยในบ่อดินบริเวณทะเลสาบสงขลา มี 2 รูปแบบที่เหมาะสม
1. การเลี้ยงในนากุ้ง หลายพื้นที่ในทะเลสาบสงขลามีนากุ้ง
เกษตรกรที่เลี้ยงอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ 40 % ที่เหลือประมาณ 60% ต้องหยุดเลี้ยงหรือชะลอการเลี้ยงไว้ชั่วคราวเพราะทนต่อราคาเช่าบ่อ
ค่าอาหาร ค่าไฟ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและราคากุ้งที่ตกต่ำจำเป็นต้องปล่อยนากุ้งทิ้งในหลาย
ๆ พื้นที่ ดังนั้น การเลี้ยงปลาน้ำกร่อยในนากุ้งเป็นการนำลูกปลามาปล่อยในนากุ้งให้หากินเองโดยธรรมชาติหรือให้อาหารปลาสดเสริมไปบ้าง
ซึ่งปัจจุบันบริเวณทะเลสาบผู้เลี้ยงกุ้งที่ไม่ประสบผลสำเร็จเริ่มหันมาเลี้ยงปลากะพงขาวหรือ
ปลากะรังในบ่อดินกันมากขึ้น เพราะการลงทุนไม่มากแต่มีผลกำไรดีพอสมควรแต่ต้องมีปัจจัยต่าง
ๆ ดังนี้
1.1. การเตรียมนากุ้ง
ทำความสะอาดบ่อกุ้งโดยลอกเลนกำจัดสิ่งปฏิกูลทิ้งตากบ่อประมาณ 15 วันหลังจากนั้นเปิดประตูรับน้ำเข้าบ่อหรือสูบน้ำเข้าบ่อก็จะมีสัตว์น้ำเล็ก
ๆติดเข้ามากับน้ำซึ่งจะเป็นอาหารของปลาที่เลี้ยงต่อไปน้ำที่พักไว้ควรมีความลึกประมาณ
1 เมตร ทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อให้มีอาหารในธรรมชาติมากขึ้น
1.2. การเตรียมพันธุ์ปลา
พันธุ์ปลาที่จะนำมาปล่อยควรมีขนาด 2-3 นิ้ว และเป็นปลาที่ไม่ได้ฝึกให้กินเนื้อปลา
หรืออาหารไม่มีชีวิตอื่น ๆ มาก่อนหรือเกษตรกรอาจเริ่มนำปลาขนาด4ถึง6นิ้วมาปล่อยลงบ่อเลี้ยงเลยเพราะเชื่อว่าหากนำปลาเมื่อมีขนาดโตมาปล่อยปลามีโอกาสรอดสูงอัตราการปล่อยลูกปลาในนากุ้งอยู่ระหว่าง
1,000 - 1,600 ตัวต่อไร่ ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของอาหารธรรมชาติและขนาดลูกปลาในนากุ้งปลาจะหาอาหารธรรมชาติที่เข้ามากับน้ำทะเล
และเจริญเติบโตอยู่ในนากุ้ง เช่น กุ้งเคย ลูกกุ้ง ลูกปู ลูกปลาหมอเทศ หากอาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติไม่เพียงพอก็รวบรวมลูกพ่อ
-แม่พันธุ์ปลามาจากที่อื่นมาปล่อยเสริมในนากุ้ง เพื่อเพิ่มปริมาณเป็นอาหารปลากะพงขาวเมื่อปล่อยปลาลงเลี้ยงได้ประมาณ6เดือนเริ่มทยอยจับปลาไปจำหน่ายอัตราการรอดตายของปลาประมาณ60ถึง70%น้ำหนักอยู่ระหว่าง
400 - 700 กิโลกรัมต่อไร่
2 การเลี้ยงในบ่อดินแบบพัฒนา เป็นการเลี้ยงปลากะพงขาวหรือปลาเก๋าด้วยอัตราการปล่อยหนาแน่นขึ้นมีการให้อาหารสม่ำเสมอมีระบบน้ำที่ดีเพื่อให้ปลาเจริญเติบโตได้ดีลูกปลาที่นำมาเลี้ยงต้องได้ตามขนาด
เช่น
3 - 4 นิ้ว ขึ้นไปมีรูปแบบการเลี้ยงดังนี้
2.1 การเลือกทำเลที่เหมาะสมก่อนจะขุดบ่อเลี้ยงพื้นที่จะใช้เลี้ยงปลากะพงขาวหรือปลาเก๋าต้องสามารถถ่ายเทน้ำได้ดีห่างไกลจากโรงงานอุตสาหกรรมสภาพกรดด่างอยู่ในช่วง
6.5ถึง8.5ปริมาณอ๊อกซิเจนในน้ำต้องสูงกว่า4mg/lบริเวณขุดบ่อต้องมีการคมนาคมระบบไฟฟ้าเพื่อสะดวกแก่การใช้เครื่องมือต่างๆและสถานที่เลี้ยงควรมีแหล่งซื้ออาหารปลาสะดวกและเพียงพอตลอด
2.2 การสร้างและการเตรียมบ่อบ่อเลี้ยงปลาควรมีขนาด?2ไร่ความลึกประมาณ1.5ถึง2เมตรถ้าเป็นบ่อขนาดใหญ่จะลำบากในการนำปลาขนาดเดียวกันมาปล่อยลงเลี้ยงบ่อส่วนใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีประตูน้ำเข้าออกคนละด้านการเตรียมบ่อก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยงควรลอกเลนทำความสะอาดใช้ปูนขาว
250กิโลกรัมต่อไรหว่านให้ทั่วบ่อเพื่อฆ่าเชื้อโรคตากบ่อให้แห้งใช้ต้นไม้หรือกิ่งไม้แห้งมาวางสุมรวมกันห่างจากประตูประมาณ3ถึง5เมตรเพื่อใช้เป็นที่หลบซ่อนของปลากะพงขาวหรือปลาเก๋า
หากบ่อมีขนาดใหญ่ควรกั้น
1/3ของบ่อด้วยเฝือกและอวน เพื่อให้ปลาอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ ก่อนประมาณ 1
เดือน จึงจะเอาเฝือกและอวนออกเพื่อให้ปลาอาศัยอยู่ได้ทั้งบ่อการนำน้ำเข้าบ่อจะกรองผ่านตะแกรงเพื่อป้องกันศัตรูของลูกปลาให้ระดับน้ำในบ่อประมาณ
1.5 -1.8 เมตร
การเตรียมพันธุ์ปลา
ปลากะพงที่จะนำมาปล่อยเลี้ยงควรมีขนาด 2 - 3 นิ้ว และเป็นปลาที่ฝึกให้กินอาหารไม่มีชีวิตจำนวนเนื้อปลาบดละเอียด
หรืออาหารผสมก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยงต้องปรับอุณหภูมิในภาชนะลำเลียงให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิในบ่อเลี้ยงก่อนที่จะปล่อยปลาอัตราการปล่อย 2ตัวต่อตารางเมตรหรือไร่ละประมาณ3,000ถึง3,500ตัวแต่ถ้าระบบน้ำมีเครื่องปั๊มน้ำเครื่องเพิ่มออกซิเจนในน้ำสามารถเพิ่มเป็นไร่ละประมาณ
4,000ตัวต่อไรและอาหารเม็ดแห้งควรให้อาหารจะให้ปลากินวันละมื้อจนอิ่มตรงบริเวณประตูน้ำรอบๆกล่ำเมื่อเลี้ยงปลาไปได้ 1เดือนก็รื้อเฝือกและกล่ำออกให้ปลาสามารถอาศัยได้ทั้งบ่อการให้อาหารก็ให้จุดเดิม
ปลาจะกินอาหารตามปกติอัตราการเจริญเติบโตและผลผลิตปลากะพงขาวเมื่อเลี้ยงได้5ถึง6เดือนจะมีน้ำหนักประมาณ600ถึง700กรัมต่อตัวการจับปลาไปจำหน่ายต้องทยอยจับอัตราการรอดตายของปลากะพงขาวที่เลี้ยงในบ่อดินแบบพัฒนาประมาณ
80%จะได้รับผลผลิต
1,400 กิโลกรัมต่อไร
่การเลี้ยงปลามากกว่า
1 ชนิดในบ่อดิน รวมกันสามารถกระทำได้ผล ทำให้การเจริญเติบโตเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีกว่า
แต่การเลี้ยงรวมกันต้องเลือกชนิดปลาและขนาดของปลาที่ปล่อยให้เหมาะสมและให้กินอาหารจนอิ่มตลอดจนต้องคำนึงถึงผลผลิตการเก็บเกี่ยวจึงจะได้ประโยชน์สูงสุดการดูแลทำความสะอาดหากบ่อที่เลี้ยงไปนาน
ๆบางครั้งน้ำในบ่ออาจมีกลิ่นหากฤดูน้ำกร่อยก็สามารถเปิดประตูน้ำออกระบายน้ำทิ้งเปิดน้ำใหม่เข้าไปประมาณ30เปอร์เซ็นต์เดือนละ1ครั้งหากไม่สามารถจัดการเปลี่ยนถ่ายน้ำได้
อาจใช้พวกจุลินทรีย์ใส่ไปในบ่อเพื่อช่วยย่อยสลายแบคทีเรียในบ่อเลี้ยงได้
โรคและการป้องกันรักษา
ปัญหาการตายของปลาเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยทั้งปลาวัยอ่อน ขนาดอนุบาลจนถึงขนาดโตทำให้เกษตรผู้เลี้ยงเสียค่าใช้จ่าย
และผลผลิตที่ได้ควรจะได้ สาเหกตุการตายของปลาอาจพบได้หลายๆปัจจัยทำให้ปลาเกิดโรคเช่น
1.โรคเกิดจากโปรโตซัวทำให้ปลาตายตั้งแต่อายุ10ถึง20วันถึง2ถึง3เดือนโรคที่พบมากคือจุดขาว,โอโอดิเนียม อิฟิสไทลิสฯลฯการรักษานิยมแช่ฟอร์มาลีน 260 ซีซีต่อน้ำ
1 ตัน ไม่เกิน 30 นาที
2.โรคที่เกิดจากเชื้อราปลาที่เป็นโรคนี้เชื้อราจะเข้าไปเกาะและเจริญเติบโตในปลาที่อ่อนแอแต่ไม่แสดงอาการภายนอกให้เห็นปลาจะทยอยตายลงเรื่อย ๆการรักษาใช้วิธีแช่ฟอร์มาลีน
และด่างทับทิม
3.โรคที่เกิดจากพยาธิกลุ่มครัสเตเชียนเป็นพวกเห็บปลาเหาปลาอาจทำให้ปลาตาย70%พยาธิที่พบบ่อยเช่นกาลิกัสเออแกลิลัสและเหาปลา(อีก้า)พยาธิกลุ่มนี้จะเกาะตามเหงือกกระพุงแก้มตามลำตัวและครีบทำให้ปลาผอมว่ายสีข้างกับบ่อการแช่รักษาอาจใช้ดิพเทอร์เร็กซ์หรือฟอร์มาลีน
4.โรคที่เกิดจากสภาวะแวดล้อมทางน้ำไม่เหมาะสมเช่น สภาวะแวดล้อมของน้ำเป็นพิษหรือมีสารพิษเจือปนทำให้ปลาเครียดไม่ค่อยกินอาหารแต่ถ้ามีปริมาณมากปลาจะตายในทันที
การรักษาเปลี่ยนถ่ายน้ำ
อย่างไรก็ตามการป้องกันรักษาโรคปลาต้องทราบสาเหตุการเกิดโรคผู้เลี้ยงต้องวินิจฉัยอย่างถูกต้องและต้องทราบลักษณะอาการของโรคฤดูกาลเกิดโรคและสภาพแวดล้อมที่ทำให้ปลาตายและเกิดโรค
เพื่อเป็นข้อมูลหาทางป้องกันและรักษานอกจากนี้ในการรักษาโรคปลาอาจต้องมีอุปกรณ์ต่าง
ๆ จำเป็นต้องใช้ คือบ่อ กระชัง ผ้าใบ แอร์ปั๊ม เป็นต้น
การป้องกันไม่ให้ปลาเกิดโรค
1.
ควรเลือกสถานที่ไม่มีความเสี่ยงในการเลี้ยงปลาในบ่อดิน
2.
หมั่นดูแลเรื่องคุณภาพน้ำหากอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำการเปลี่ยนถ่ายน้ำควรเปลี่ยนเดือนละ
1 ครั้งประมาณ 30%
3.
การให้อาหารให้แต่พอดี กินพออิ่มหากให้ในปริมาณมากเกินไปจะทำให้เหลืออยู่ในบ่อทำให้น้ำเน่าเสียได้
อาหารปลาต้องมีคุณภาพและสด (ปลาเป็ด)
4.
การขนย้าย หรือ รวบรวมจากแหล่งธรรมชาติพยายามอย่าให้ปลาบอบช้ำเกินไป ควรแช่ยาทุกครั้งที่มีการขนย้ายปลา
การเลี้ยงปลาในบ่อดินในทะเลสาบสงขลา
เชื่อว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่กำลังมองหาลู่ทางในการประกอบอาชีพอิสระ
หากเกษตรกรที่สนใจควรศึกษาวิธีการเลี้ยงให้เข้าใจมีความชำนาญ สามารถนำไปพัฒนารูปแบบการเลี้ยงให้ถูกต้อง
ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงเริ่มหันมาทดลองเลี้ยงแบบพาณิชย์กันมากขึ้น
หันมาเริ่มต้นเลี้ยงปลาในบ่อดินดู แม้ไม่สร้างฐานะร่ำรวยในทันที แต่การเลี้ยงปลาในบ่อดินยังมีโอกาสได้สร้างรอยยิ้มให้เกษตรกรผู้เลี้ยงได้ตลอด
|